เรื่องราวที่ควรรู้เมื่อจะเล่นแผ่นเสียง

การเล่นแผ่นเสียงดูเหมือนยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่น่าจะเหมาะกับการฟังเพลงที่ต้องการความสบายและสุนทรีย์จากเสียงเพลงเลย   ใช่ครับ....สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเล่นมาก่อน และกำลังจะมาลองเล่นดูบ้าง   แต่เมื่อได้สัมผัส และได้ฟังเสียงเพลงที่หลุดออกมาจากเครื่องเล่นนี้แล้ว อาจทำให้ต้องเปลี่ยนใจและต้องตรึกตรองใหม่   โอ้....มันช่างมีเสน่ห์อะไรเช่นนั้น  เสียงที่กระทบโสตประสาทมันช่างเนียนราบรื่น โปร่งโล่ง ไม่ทำให้เกิดอาการล้าหูเลยแม้จะฟังติดต่อกันนานเท่านาน  บางแผ่นให้เสียงอวบใหญ่ เหมือนนักร้องในแผ่นเสียงมาร้องอยู่ต่อหน้ายังไงยังงั้น     การฟังจากแผ่นเสียงจึงให้มิติแห่งเสียงเพลง กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น อยากฟังความพิศดารแห่งการบันทึกที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มันช่างอมตะอะไรเช่นนี้ !!    

เมื่อฟังไประยะหนึ่งก็จะเกิดความเคยชินในการหยิบจับอุปกรณ์ ทั้งการใช้แปลงเช็ดทำความสะอาดแผ่นเสียง การเช็ดหัวเข็ม การดึงแผ่นมาจากซองแผ่นเสียงวางลงบน Platter เครื่องเล่น แล้วจับ Tonearm ที่ก้านจับบรรจงวางหัวเข็มลงที่ร่องแผ่นเสียง  จนไม่มีความรู้สึกยุ่งยากอีกต่อไป กลายเป็นความรักที่จะทำเช่นนั้น  เป็นศิลปะแห่งการฟังเสียงเพลง ละการมักง่าย เกิดเป็นวิถีชีวิตที่ช้าลง 

 

การเลือกหาซื้อแผ่นเสียง

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาการเลือกซื้อแผ่นเสียง ใคร่ขอเกริ่นวิธีการอัดเสียงลงแผ่นพอสังเขป เพื่อประกอบความเข้าใจและจะง่ายต่อการตัดสินใจเลือกซื้อแผ่นเสียง

ค่ายผลิตแผ่นเสียงต่าง ๆ มีการคิดค้นหาวิธีการอันหลากหลายที่จะปรับปรุงให้แผ่นเสียงที่ตนผลิตออกมา ให้เป็นที่ต้องการของตลาด จึงเกิดการแข่งขันในการพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยี่ใหม่ ๆโดยวิศวกรผู้ชำนาญการเรื่องเสียง บังเกิดวิธีการใหม่ ๆให้ได้เสียงที่บันทึกลงแผ่นมีความใกล้เคียงกับต้นฉบับเดิม หรือเหมือนแหล่งต้นเสียงได้มากที่สุด

การทำแผ่นต้นฉบับหรือ mastering

โดยทั่วไปแล้ว ในการอัดเสียงดนตรี เพลง จากห้องที่เตรียมการไว้เป็นห้องอัด (Studio) ก็ดี หรือ ในห้อง concert hall ก็ดี มักจะอัดเก็บบันทึกไว้ในรูปแบบของเทป ซึ่งเป็นเทปรีล แล้วจึงใช้เป็นต้นแหล่งเสียงไปทำเป็นแผ่นต้นแบบ หรือ master สำหรับผลิตแผ่นเสียงต่อไป

กระบวน การทำแผ่นต้นแบบหรือมาสเตอร์ จะเริ่มต้นด้วยแผ่นอลูมิเนียมเคลือบด้วยแลคเกอร์(โดยมากแลกเกอร์นี้มีส่วน ประกอบของอาซีเตต) เรียกแผ่นอลูมีเนี่ยมที่เคลือบด้วยแลคเกอร์นี้ว่า Lathe นำ Lathe ไป เข้าเครื่องเขียนแผ่น ลักษณะของเครื่องเขียนแผ่นก็เหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียง เพียงแต่ไม่มีโทนอาร์มและหัวเข็ม  แต่ใช้ชุดเขียนที่ประกอบด้วยหัวเพชร(รูปร่างของหัวเพชร \/ ) หัวเพชรจะเขียนลงบนแลคเกอร์บนแผ่น Lathe

เมื่อเสียงสัญญาญจาก master tape ผ่านเข้ามาโดยผ่านทางชุดควบคุม(ปรับสัญญาณตามมาตรฐาน RIAA) สัญญาญแหล่งเสียงจากทางด้านซ้ายและขวาของลำโพงจะถูกเขียนลงบนแลคเกอร์บนแผ่น Lathe โดยเขียนสัญญาญเสียงลงตามแนวตั้งของร่องเสียงด้านข้างและกลางร่อง(ร่องของแผ่นเสียงทำมุมกัน 45 องศา ตามรูปร่างของเข็มเพชร \/ นั่นเอง) ลงบนแผ่น Lathe  

เมื่อเสร็จสิ้นการเขียนเรียบร้อยแล้ว จะต้องผ่านการตรวจสอบความเรียบร้อยทางกายภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์ก่อน แล้วนำแผ่นนี้ไปเคลือบด้วยสารเงิน(Silver) ด้วยวิธี Electroplating (ใช้ขั้วกระแสไฟฟ้า เป็นตัวนำพา เหมือนการชุบโครเมี่ยม) เมื่อเคลือบสารเงินได้หนาพอ จะถูกแกะออกมาจาก Lathe ส่วนที่เคลือบด้วยสารเงิน ที่แกะออกมาจาก Lathe นี้  คือ ต้นแบบเรียกว่า Metal master (หรือFather) ก็จะเป็นแผ่นโลหะซึ่งมีรูปแบบของร่องกลับข้างกัน(negative image)กับตัวต้นแบบแล็คเกอร์ของ Lathe 

และจาก metal master หรือ father สามารถที่จะสร้างต้นแบบขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เรียกว่า “mothers”ด้วยวิธีการ Electroplating เช่นเดิม ต้นแบบ mothers ทั้งหลายนี้จะได้ออกมาเหมือนกับแผ่นLathe (positive image) นั่นเอง

ดังนั้นจาก 1 Metal master หรือ father สามารถที่จะสร้าง mothers ได้หลายแผ่นตามต้องการ โดยมากจะได้ประมาณ 10 แผ่น

และจาก mothers ก็ใช้วิธีการ Electroplating เช่นเดิมทำซ้ำอีก ได้แผ่น negative image ขึ้นมาเรียกว่า Stamper จาก 1 mother สามารถสร้าง stamperได้อีกประมาณ 10 แผ่น

คราวนี้แหละจะใช้แผ่น Stamper เป็นแม่พิมพ์สุดท้าย (mold) ใน การพิมพ์ลงไปที่แผ่นไวนิลภายใต้การควบคุมของแรงอัดและความร้อนที่กำหนดไว้ ได้ออกมาเป็นแผ่นเสี