แผ่นเสียงเก่าเล่าความหลัง

บทประเดิม

 สวัสดีครับ เช้าวันนี้เป็นวันที่สดชื่น ร่าเริงและมีความสุขมากวันหนึ่ง เพราะได้พบกับลุงพงและได้นำแผ่นเสียงเพลงเพราะ ๆ อีกหลายเพลงติดไม้ติดมือกลับมาด้วยความภูมิใจ และที่สำคัญประการหนึ่งซึ่งกำลังจะทำต่อไปนี้ก็คือ การร่วมสืบทอดเจตนารมย์แห่งผู้เสพสุนทรียะที่เกิดจากเพลงและปกของแผ่นเสียง ซึ่งในแต่ละเพลงแต่ละแผ่นนั้น ล้วนมีเรื่องราวที่ทรงคุณค่าและมักจะทราบกันในเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และถ่ายทอดออกมาเป็นรูปแบบของมุขปาฐะ ยังมิได้มีการบันทึกไว้เป็นกิจลักษณะเหมือนดั่งชาวต่างประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับศิลปะและรสนิยมของผู้ฟังเพลงไทยจากแผ่นเสียง จึงขอใช้สติปัญญาอันน้อยนิดและเวลาที่เหลืออยู่ กอร์ปกับความรักในแผ่นเสียง มาเรียบเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ให้เป็นอักษรานุสรณ์บทหนึ่งซึ่งจะเริ่มในลำดับต่อไป หากความดีของบทความนี้ยังพอมีอยู่บ้างในเบื้องหน้าก็ขอน้อมนำถวายแด่องค์อัครศิลปิน ตลอดจนบูรพาจารย์ที่ข้าพเจ้าได้ลักจำ แลท่านได้แนะนำพร่ำสอนศิลปะการดนตรีไทยนี้ถ้วนทุกพระองค์แลทุกท่านที่รักในศิลปะเพลงไทยถ้วนทุกนามเทอญ ฯ

 
แผ่นเสียงที่ท่านเห็นในภาพนี้ ถือได้ว่าเป็นแผ่นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์แผ่นแรกของสยามประเทศ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ของเรานั้น ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านดนตรีสากลโดยเฉพาะดนตรีแจ๊สมาก โดยได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้มากมายหลายทำนอง เช่นทำนองแจ๊ส บลูส์ ฯ 
เมื่อราวพ.ศ. ๒๔๘๙ จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นก็คือเพลงแสงเทียนขึ้น แต่ด้วยยังไม่ทรงมั่นใจในรสนิยมการฟังเพลงของคนไทย กอร์ปกับนักฟังเพลงในยุคนั้นก็ไม่คุ้นเคยกับทำนองเพลงที่มีครึ่งเสียงของเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงแสงเทียนนี้จึงมิได้บันทึกเสียงไว้ ทั้ง ๆ ที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็นเพลงแรก ดังนั้นเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในช่วงแรกจึงมิได้บรรเลงและขับร้องกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ใช้บรรเลงและขับร้องภายในพระราชฐานในงานรื่นเริงส่วนพระองค์ วงดนตรีที่ได้เข้าไปบรรเลงถวายก็คือ วงดนตรีสากลกรมโฆษณาการหรือวงดนตรีสากลกรมประชาสัมพันธ์ในเวลาต่อมา ซึ่งในขณะนั้นมีครูเอื้อ สุนทรสนาน ครูแก้ว อัจฉริยะกุล เป็นผู้ควบคุมวง ผู้ขับร้องในยุคนั้นก็คือคุณมัณฑนา โมรากุลและคุณวินัย จุลบุษปะ เป็นต้น 
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงเพิ่มขึ้นอีกหลายเพลง อาทิ เพลงใกล้รุ่ง สายฝน ชะตาชีวิตและยามเย็น เพลงพระราชนิพนธ์จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งได้จัดให้มีงานเต้นรำขึ้นเป็นประจำทุกวันศุกร์และเสาร์ที่เวทีลาศสวนอัมพร ทุกครั้งที่วงดนตรีบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์นี้ ฟลอร์ลีลาศจะคึกคักด้วยนักเต้นรำเป็นพิเศษ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งเพลงพระราชนิพนธ์ดังกล่าวนี้ ล้วนแต่เป็นเพลงจังหวะวอลซ์ทั้งสิ้น และเป็นที่ชื่อชอบแก่นักลีลาศในยุคนั้นเป็นอันมาก เพราะเป็นจังหวะที่เต้นได้ง่ายและมีความไพเราะ 
ถัดมาพ.ศ. ๒๔๙๐ บริษัทนำไทย ถนนสี่พระยา บางรัก ได้รับพระบรมราชานุญาตให้บันทึกเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นครั้งแรก ยังความปลาบปลื้มยินดีมาสู่คุณประไพ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เจ้าของบริษัทเป็นอันมาก ในการบันทึกเสียงครั้งนี้ มจ.จักรพันธ์เพ็ญศิริและหม่อมวิภา จักรพันธ์ ได้เป็นผู้ประสานงานจนงานสำเร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี 
การบันทึกเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ในครั้งนี้ บรรเลงโดยวงดนตรีสากลกรมโฆษณาการ ทำการบันทึกเสียงภายในบ้านของคุณพระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจรติกุล) พระสนมเอกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพราะเดิมที่ห้องอัดเสียงนั้น เคยใช้เป็นที่ทำการของเสรีไทยมาก่อน ภายหลังจึงเปลี่ยนมาใช้เป็นห้องบันทึกเสียงแทน การบันทึกแผ่นเสียงครั้งนี้คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องเพลงสายฝนในจังหวะวอลซ์ ซึ่งต่อมาเพลงสายฝนนี้ ครูบิลลี่ (คีติ คีตากร) ได้ขอพระบรมราชานุญาตแยกเสียงประสานขึ้นใหม่และเปลี่ยนให้เป็นจังหวะสวิง ก็ได้รับความนิยมอีกเช่นกัน ส่วนเพลงใกล้รุ่งนั้นครูเอื้อ สุนทรสนานเป็นผู้ขับร้อง เพลงชะตาชีวิต คุณวินัย จุลบุษปะ ขับร้องและเพลงสุดท้ายคือเพลงยามเย็น คุณชวลี ช่วงวิทย์ เป็นผู้ขับร้อง ซึ่งเพลงนี้ต้องใช้เสียงสูงมากแต่คุณชวลีก็แสดงความสามารถในการขับร้องได้เป็นที่พอพระราชหฤทัย 
แผ่นเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ชุดแรกนี้จึงมีด้วยกัน ๒ แผ่น เป็นแผ่นเสียงตราสุนั


Copyright © thaigramophone.com  2017